52 ลำ...จากน้ำสู่ฟ้า 1

posted on 08 Sep 2011 14:54 by chenbin in Story
"52 ลำ...จากน้ำสู่ฟ้า 1"...เมื่อวันอังคารที่ 6 กันยายน 2554 ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปเก็บภาพการฝึกซ้อมกระบวนพระยุหยาตราชลมารคของกองทัพเรือ ซึ่งเป็นการฝึกซ้อมย่อยครั้งที่ 2 ในจำนวนทั้งหมด 8 ครั้งด้วยกัน ก่อนจะซ้อมใหญ่อีก 2 ครั้งในวันที่ 13 และ 18 ตุลาคม 2554 Cool
 
การเก็บภาพครั้งนี้ เป็นการบันทึกเบื้องหลังการฝึกซ้อมและตระเตรียมริ้วกระบวนเรือทั้ง 52 ลำ จากท่าวาสุกรี ก่อนจะออกไปลอยลำอวดโฉมความงดงาม ให้ประชาชนริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาได้ยลโฉมกัน...เป็นการบันทึกภาพที่สนุกสนาน ฮาเฮมาก เตรียมตัวมาเป็นอาทิตย์ก่อนจะถึงวันซ้อมจริง กังวลจนจะเป็นโรคประสาทว่าฝนมันจะตกมั้ย? ถ้าตกแล้วจะทำยังไง? ตกแล้วจะถ่ายรูปได้หรือเปล่า? เล่นเอาหลอนไปหลายวัน 555+
 
ไปถึงท่าน้ำเทเวศน์ตั้งแต่ยังไม่เก้าโมงเช้า แวะไปหาครูและพี่ ๆ ทหารเรือที่ท่าน้ำวัดราชาธิวาสก่อนเป็นอันดับแรก (ครูคือทหารเรือที่รู้จักกันเป็นส่วนตัว เป็นหน่วยสนับสนุนในการฝึกซ้อมครั้งนี้) ไปง่วนขลุกอยู่กับครูและพี่ ๆ ทหารเรืออยู่เกือบชั่วโมงก่อนจะขอตัวไปไหว้พระที่วัดราชาฯ ก่อนไปครูเอาข้าวกล่อง ขนม น้ำ กล้วยแขก กล้วยน้ำหว้ามาให้กินอย่างเต็มที่ ทำให้พื้นที่บริเวณนั้นมีแต่เสียงหัวเราะครื้นเครงกันอย่างสนุกสนาน เฮฮาปาจิงโกะมาก
 
ขนเอาเลนส์ไป 3 ตัวทีเดียวนะ ตอนแรกตั้งใจว่าจะเอาไปแค่ 2 ตัว แต่ไหน ๆ ก็จะแบกมาละ เอา 14-45 mm. มาด้วยดีกว่า (ตอนนี้ยังนั่งขำอยู่เลย ตรูจะแบกเอามาด้วยทำไมวะเนี่ย?) นอกนั้นก็มี 18-180 mm. กะ 70-300 mm. แต่ใช้จริง ๆ แค่ 70-300 mm. ตัวเดียวเท่านั้นเอง คุ้มค่ามาก ยังนึกเสียใจอยู่เลยนะถ้าหากเอามาแค่ 18-180 mm. ตัวเดียว ดึงอะไรไม่ได้เลย หลังจากกลับจากไหว้พระเสร็จก็มานั่งฟังครูเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้ฟัง เรื่องต่าง ๆ ของทหารเรือสนุกมาก หูฟังอย่างเพลิดเพลิน ปากก็เจริญอาหาร หม่ำกล้วยครูไปเกือบหมดหวี แหะ แหะ Foot in mouth
 
 
ปากก็คุย มือก็ปรับโน่นปรับนี่ที่กล้องไปมา ครูถามว่าทำไมมาถ่ายที่ตรงนี้่ล่ะ ตรงนี้มันเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนเรือนะ ไม่มีอะไรน่าสนใจหรอก โน่น...เค้าไปถ่ายกันตรงโน้นกันหมด...แล้วก็ชี้มือให้ดูว่าจุดที่เค้าไปถ่ายกันน่ะคือสะพานพระรามแปด เรื่อยไปจนถึงวัดอรุณราชวราราม เลยได้แต่อมยิ้มให้ครูแล้วก็บอกว่า "ถ้าหนูไปถ่ายตรงจุดนั้น หนูก็ได้แต่ภาพกระบวนเรือที่สวยงามลอยลำอยู่ในแม่น้ำทั้ง 52 ลำแล้วใช่มั้ยครู? แต่ที่หนูมาวันนี้หนูอยากมาเก็บภาพบรรยากาศเบื้องหลังของริ้วกระบวนเรือพระราชพิธี ที่กว่าจะออกไปลอยลำอวดโฉมความงดงามได้น่ะ ลำบากยากเย็นแสนเค็ญขนาดไหน ฝึกซ้อมเขียงและในสระกันตั้งกีครั้งกว่าจะได้ลงเรือจริง อีกอย่างนะครู หนูเชื่อว่าตรงนี้น่ะนะ ไม่มีใครได้เห็นเบื้องหลังการทำงานของพวกครูบ่อย ๆ หรอก จริงมั้ยครู?"
 
หยอดคำหวานไปสามสี่หยอด...เล่นเอาครูแทบผวาเข้ามากอดด้วยความถูกใจ 555+ Embarassed
 
แต่จะว่าไป มันก็จริงอย่างที่บอกกับครูนั่นแหละ จุดเริ่มต้นของริ้วกระบวนเรือเป็นจุดที่ไม่มีใครให้ความสนใจสักเท่าไหร่ มาอยู่กับครูตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น จนส่งกระบวนเรือไปวัดอรุณฯ เรียบร้อย ก็เห็นมีคนไปถ่ายรูปหลัก ๆ อยู่คนเดียวคือตัวเอง นอกนั้นมีสองสามคน มาถ่ายพอเก็บภาพเป็นพิธี ไอ้จะตั้งหน้าตั้งตากถ่ายมีเราเพียงคนเดียว ผู้คนที่จะมาเกาะรั้วชมความงามก็น้อยมาก นับหัวกันได้ทีเดียว แต่ก็สบายดีนะ ไม่พลุกพล่านดี ถ่ายได้ตามสะดวก...เอ หรือว่าเป็นเพราะเขตทหารเรือห้ามเข้าหรือเปล่าเนี่ย? ถึงไม่มีใครกล้าเข้ามากัน
 
 
วกกลับมาเรื่องเรือกันต่อ วันนั้นฟ้าใส แดดแรง เมฆสวยมากถึงมากที่สุด ลมเย็นพัดเอื่อย ๆ ผสมกับกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของแม่น้ำเจ้าพระยา อากาศบริสุทธิ์สดชื่นมาก ที่บริเวณท่าน้ำวัดราชาฯ มีเรือที่ใช้ในริ้วกระบวนจอดอยู่จำนวนหนึ่ง เป็นเรือดั้งและเรือแซง เรือแตงโม เรืออีเหลือง (ที่ครูบอกให้เรียกคุณเหลือง เรียกอีไม่ได้ ไม่สุภาพ) เรือทองขวานฟ้าและเรือทองบ้าบิ่น ครูบอกว่าเรือพวกนี้ตอนนี้ยังอยู่ในสภาพเดิม มีริ้วรอยแห่งกาลเวลาประดับอยู่เต็มไปหมด ยามฝึกซ้อมเสร็จหน่วยทหารช่างก็จะนำไปซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ครูถามว่าจะมาถ่ายอีกวันไหน ก็นับนิ้วบอกครูว่าครูซ้อมอีกทีวันที่ 13  ใช่ป่ะ งั้นหนูมาวันที่ 23 แทนละกัน อิอิ Kiss
 
พี่ ๆ ทหารเรือลูกศิษย์ของครู มาป้วนเปี้ยนแอบถามเรื่องกล้องและเลนส์ ถามว่าทำไมใช้ยี่ห้อนี่ ทำไมไม่ใช้ยี่ห้อโน้น ยี่ห้อนั้น เลนส์ที่เอามาถ่ายได้ไกลแค่ไหน ราคาเท่าไหร่ เยอะแยะไปหมด 555+ ถามว่าวันซ้อมใหญ่วันที่ 13 ตุลาคม 2554 จะมาถ่ายรูปมั้ย รีบรับปากตกลงทันใดว่ามาแน่นอน ครูเลยหันมาบอกว่าถ้ามาก็ให้มาตรงนี้ เพราะเค้าจะกั้นไม่ให้คนเข้ามา เนื่องจากวันซ้อมใหญ่คนจะเยอะมาก เดี๋ยวชุลมุนวุ่นวาย ควบคุมไม่อยู่ อย่างวันนี้เดี๋ยวรอตอนฝีพายมาสิ เดินกันยังกับกองทัพมด...เต็มไปหมด
 
 
พอถึงเวลาประมาณเที่ยงครึ่ง เรือธุรการก็เริ่มลำเลียงฝีพายมาส่งยังท่าน้ำวัดราชาฯ ที่แบ่งออกเป็น 2 ท่าคือ ท่าที่ 1 ฝั่งเรือดั้ง เรือแตงโมและเรืออีเหลือง ท่าที่ 2 คือท่าเรือแซง เรือทองขวานฟ้าและเรือทองบ้าบิ่น ขณะนั้นแดดยังเปรี้ยงอยู่ ร้อนมาก ครูเล่าให้ฟังอีกว่าในการฝึกซ้อมกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ไม่ได้มีหน่วยงานสำคัญคือกองทัพเรือเพียงอย่างเดียว แต่มีหน่วยงานอื่นร่วมด้วยเช่น กรมอุตุที่คอยพยากรณ์สภาพอากาศ คำนวณทิศทางของเมฆและแรงลม กรมเจ้าท่าที่คอยอำนวยความสะดวก ในด้านความสะอาดของแม่น้ำเจ้าพระยา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่คอยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชมที่เข้าร่วมชมริ้วกระบวน บลา ๆ ๆ เยอะแยะมาก
 
แต่สุดท้าย...ทั้งหมดทำเพื่อสิ่งเดียวกันคือ ทำเพื่อพ่อหลวงของเราชาวไทยทุกคน Money mouth
 
แอบบ่นอุบอิบกับครูว่าร้อน ไม่ได้เอาหมวกมา แล้วก็คุยฟุ้งว่าวันนี้ฝนไม่ตกหรอก รับรองได้ บนบานสานกล่าวมาเป็นอย่างดี แต่เห็นพี่ ๆ ทหารเรือหลายคนเอาพลาสติกกันฝนไปคลุมเครื่องเสียงและ wriess ที่ติดตั้งอยู่ในเรือ อ้อ! เรื่อง wriess นี่อีก เถียงกับครูว่าคนเห่เรือมี 4 คนใช่มั้ย อยู่เรือพระที่นั่งลำละคนใช่เปล่า ปรากฏว่าทั้งครูและพี่ ๆ ทหารเรือหัวเราะกันท้องคัดท้องแข็ง เราก็หน้าเหวองงไปเลย หัวเราะทำไม มีเถียงครูด้วยว่าก็เมื่อตอนปี 2549 ที่ฉลองครองราชย์ หนูอยู่ที่ท่าน้ำศิริราช พอเรือเข้าโค้งหนูได้ยินมันก้องตั้ง 4 เสียง ไม่ใช่ 4 คนเห่พร้อมกันเหรอ?
 
ครูแทบจะเขกกบาลด้วยความหมั่นไส้...ดีว่าหลบทัน ครูบอกว่าพนักงานเห่เรือมีคนเดียว อยู่เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช ที่ได้ยินเสียงก้องสะท้อนไปทั่วแม่น้ำเจ้าพระยาน่ะ เพราะใช้ wriess ที่เห็นอยู่ในเรือแซงทั้งหลาย เป็นตัวรับสัญญาณ เสียงเลยดัง เล่นเอาเราถึงบางอ้อเลย แฮ่ ๆ ๆ
 
 
ใช้เวลาไม่นานเหล่าฝีพายทั้งหมดก็เข้าประจำตำแหน่งเรือของตนเอง แต่ละนายสีหน้ายิ้มแย้มมีความสุขมาก วันนี้เป็นการฝึกซ้อมย่อย ฝีพายทั้งหมดจะสวมเสื้อยืดแขนยาวและสวมหมวก เพื่อแยกกำลังพลออกตามเรือประเภทต่าง ๆ เช่น เสื้อยืดสีส้ม เป็นฝีพายเรือดั้งและเรือแซง เสื้อยืดสีชมพู เป็นฝีพายเรือแตงโมและเรืออีเหลือง เสื้อยืดสีฟ้าเป็นฝีพายเรือทองขวานฟ้าและทองบ้าบิ่น
 
เรื่องการคัดเลือกเป็นฝีพายเรือพระที่นั่ง เป็นเรื่องที่ครูเล่าอย่างภูมิใจว่า กว่าจะคัดเลือกฝีพายได้นั้น ไม่ใช่ง่าย ๆ ฝีพายที่เห็นนี้มาจากหลายที่ บ้างก็มาจากสัตหีบ บ้างก็มาจากกรมอู่ทหารเรือ หลากหลายที่ รวมทั้งหมด 2082 นาย ทุกคนจะขับเขี่ยวกันมากเพื่อให้ได้คัดเลือกเป็นฝีพายเรือพระที่นั่งทั้ง 4 ลำ มีตัวจริงและตัวสำรอง ใครขาดซ้อม ไม่ตรงต่อเวลา ก็ถูกลดจากตัวจริงไปเป็นตัวสำรอง หรือใครขยันหมั่นฝึกซ้อม โชว์ความสามารถได้ดีกว่า ก็มีสิทธิ์เลื่อนจากตัวสำรองไปเป็นตัวจริง
 
เสียงแซ่ดมากตอนเหล่าฝีพายกองทัพมด (ของครู) มากันครบ เล่นเอาเราไปแอบเบียดชิดติดริมรั้วซะตัวลีบ ไม่อยากเกะกะขวางทางพี่ ๆ เค้า หลายคนแบกกล่องน้ำ อาหารและเส้า อธิบายยังไงดีล่ะ เส้าคือพุ่มไผ่ ทำเป็นชั้น ๆ เหมือนฉัตร เส้าหนึ่งอันมีพุ่ม 5 ชั้น หุ้มพลาสติกไว้ จะแกะออกก็ในวันซ้อมใหญ่เท่านั้น ครูบอกว่ามันจะได้บานสวยงาม
 
ถามครูว่าเส้ามีไว้ให้จังหวะเรือใช่มั้ย? ครูอมยิ้ม ๆ แล้วส่ายหน้าบอกว่า "เปล่า...มีไว้ประดับต่างหาก" แป่วววว
 
ในการฝึกซ้อมจะมีหน่วยแมวน้ำ ซึ่งก็คือทหารเกณฑ์น่ะแหละ ทำหน้าที่คอยผลักดันเรือ ผูกปมและแก้ปมเชือกของเรือที่จอดลอยลำอยู่ เป็นหน่วยงานที่น่าสนใจทีเดียว ลอยคออยู่ในน้ำจนกว่าจะเสร็จภารกิจ หลายลำเริ่มบูชาบวงสรวงแม่ย่านางเรือ ขอให้การฝึกซ้อมครั้งนี้ไม่มีอุปสรรคใด ๆ ทั้งสิ้น ขอให้ฝนฟ้าอย่าตกลงมา (อันนี้เดาเอาเอง เพราะพี่ ๆ บอกว่าซ้อมทีไรฝนตกทุกที) เมื่อบวงสรวงเสร็จเรียบร้อย ผู้บังคับบัญชาระดับนาวาโทถึงพลเรือจัตวา (ดูจากช่อชัยพฤษ์ที่หน้าหมวก) ก็สั่งการให้เริ่มออกไปตั้งลำในแม่น้ำเจ้าพระยาและประจำจุดที่กำหนดไว้
 
ฝั่งพระนครคือท่าวาสุกรี จะเป็นเรือหมายเลขคู่และเรือพระที่นั่ง ฝั่งธนจะเป็นเรือหมายเลขคี่ หลังจากเรือดั้ง เรือแซงออกนำหน้าไปก่อนด้วยการซ้ายวาด ขวางัด แป๊ปเดียวก็พายอ้าวไปประจำจุดเรียบร้อย ถึงตอนนี้ฟ้ายังเปิดอยู่ ลมแรงใช้ได้ ยังมีกระเซ้าเหย้าแหย่กันสนุกสนานว่ายังไง ๆ ฝนก็ตก เราก็เถียงสุดใจว่าไม่ตก ไม่เห็นฟ้าเหรอว่าแดดแรงขนาดนี้ เมฆฝนก็ไม่มี ไม่ตกหรอก
 
 
ฟ้าใสแดดแรงมาก บอกวันนี้ไม่ตกหรอกพี่ เห็นท้องฟ้าป่ะ ใสแจ๋ว เมฆหมอกก็ไม่มี แต่พี่ ๆ เค้าก็หัวเราะ บอกตอนนี้ยังไม่ตกหรอก แต่พอ "เค้า" มาน่ะแหละ ตกแน่นอน ก็ยิ้ม ๆ บอกยังไงก็ไม่ตก แต่หลายคนวิ่งกลับไปเอาร่มมาถือไว้บอกเตรียมไว้ก่อน พี่ ๆ ทหารเรือบอกว่า เดี๋ยวรอดู "เค้า" มานะ เค้าจะมาพร้อมสายฝนทุกครั้ง แล้วแต่ว่าจะตกมากหรือน้อยเท่านั้น

เค้าจะสวยที่สุด สง่างาม เชิด หยิ่ง แววตาเค้าจะจิกกัดเรือทุกลำว่าเค้าคือเรือเอกของงาน...ยามเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ลอยลำเทียบท่าวาสุกรี สายตาเค้าที่มองเรือทุกลำ สมกับคำกล่าวที่บอกว่าเค้าเป็นเรือเอกจริง ๆ งดงามหาสิ่งใดเปรียบเปรยได้
 
พอ 13.30 น. ปิดการจราจรทางน้ำ เรือยนต์หลวงเริ่มลากเรือเอกไชยเหินหาว เรือเอกไชยหลาวทอง เรือพาลีรั้งทวีป เรือสุครีพครองเมือง ฟ้าก็ยังใส ต่อด้วยเรืออสุรปักษา เรืออสุรวายุภักษ์  เรือกระบี่ปราบเมืองมาร เรือกระบี่ราญรอนราพณ์  เรือพระที่นั่งเอนกชาติภุชงค์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราชและเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ฟ้าก็ยังดีมีแดดอยู่ พอลำสุดท้ายคือเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์มาเท่านั้นแหละ ฟ้าปิด แดดหายและฝนถล่มลงมาทันที รอบแรกตกหนักแป๊ปเดียวก็หาย เมื่อเรือพระที่นั่งแต่ละลำจอดเทียบท่าครบทุกลำ

และก็ถล่มลงมารอบสองพร้อมด้วยเกิดฟ้าผ่าลงมาตรงบริเวณเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์จอดเทียบท่า ณ ท่าวาสุกรี ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ฝีพายทุกคนนั่งนิ่งไม่สะทกสะท้านต่อสายฝนและลมแรง ออกเรือไม่ได้ น้ำแรงมาก ทั้งลมทั้งฝน ติดกันอยู่อย่างนั้นสองชั่วโมง ตั้งแต่บ่ายสองจนเกือบห้าโมงเย็น ฝนขาดเม็ดนั่นแหละถึงเริ่มจัดริ้วกระบวนและเริ่มเห่เรื
 
โดนฝนถล่มซะเกือบแย่ แต่ยังมีอะไรดี ๆ ให้เห็นมากกว่านี้อีกเยอะ ไว้เล่าต่อใน "52 ลำ...จากน้ำสู่ฟ้า 2" แล้วกันนะ Cry